เลือกภาษา
Chelation (คีเลชั่น)

คีเลชั่นคืออะไร?

การฟื้นฟูหลอดเลือดโดยคีเลชั่น (CHELATION THERAPY)

กำจัดสารโลหะหนัก ฟื้นฟูหลอดเลือด กระตุ้นการไหลเวียนระบบโลหิต ให้ร่างกายกลับมาสดชื่นสมบูรณ์แข็งแรง

คีเลชั่น คือ การให้สารนำ้ทางหลอดเลือดดำ (ให้น้ำเกลือ) ที่มีสารประกอบประเภทกรดอะมิโน ที่เรียกว่า EDTA ผสมกับวิตามินและแร่ธาตุ ซึ่ง EDTA ทำหน้าที่สำคัญในการจับสารโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว ปรอท สารหนู หรือแม้แต่แคลเซียมส่วนเกิน ซึ่งสะสมตกค้างในเนื้อเยื่อและพอกอยู่ตามผนังหลอดเลือดของเรา เป็นอันตรายต่อผนังเซลล์และผนังหลอดเลือด เพื่อขจัดออกจากร่างกายทางระบบปัสสาวะขับถ่าย ช่วยรักษาอาการอักเสบของหลอดเลือด ส่งผลให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น สำหรับคนที่มีหลอดเลือดหัวใจตีบและแข็ง สามารถหลีกเลี่ยงการผ่าตัดบายพาสได้ถึง 85% ทำให้หลอดเลือดมีความยืดหยุ่นและขยายตัวเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดปริมาณการเกิดอนุมูลอิสระ และการเกาะตัวของคอเลสเตอรอลที่ผนังหลอดเลือด รวมไปถึงลดอาการของกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง ทำให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงและสดชื่นขึ้น

ระยะเวลาในการให้น้ำเกลือแต่ละครั้ง ประมาณ 2.5 - 3 ชั่วโมง ระหว่างที่ให้น้ำเกลือสามารถพักผ่อน ดูโทรทัศน์ รับประทานอาหารว่าง อ่านหนังสือหรือฟังเพลงได้ตามปกติธรรมดา ภายหลังจากการเสร็จการรักษาสามารถประกอบกิจกรรมได้ตามปกติ ไม่จำเป็นต้องนอนพัก

23 พ.ค. 2561 20:34   2754 Views
ส่งต่อบทความนี้ให้ผู้อื่น
FACEBOOK
LINE




บทความน่าสนใจ
บทความทั้งหมด
เวชศาสตร์ชะลอวัยคืออะไร        การมีสุขภาพดีและมีชีวิตที่ยืนยาวเป็นสุดยอดปรารถนาของคนทุกคนตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เวชศาสตร์ชะลอวัยและการฟื้นฟูสุขภาพ (Anti-Aging and Regenerative Medicine) ถือเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้คุณบรรลุเป้าหมายนั้นได้!        ร่างกายเราเป็นเหมือนรถยนต์ ถ้าเราเช็คสภาพรถทุกระยะตามที่กำหนด เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องไม่เคยขาด ตรวจเช็คอุปกรณ์เครื่องยนต์เสมอ รถของคุณก็ใช้ได้นานกว่ารถที่มีปัญหาบ่อยๆ เพราะไม่เคยได้รับการตรวจเช็คอย่างละเอียด เช่นเดียวกับร่างกายของเรา เมื่อก่อนเราจะมาหาหมอก็ต่อเมื่อเราเจ็บไข้       ได้ป่วยเท่านั้น และยังมีอีกคนอีกจำนวนหนึ่งที่คิดว่าการตรวจร่างกายประจำปีเพียงพอต่อสุขภาพแล้ว ความคิดเหล่านั้นอาจไม่ถูกทั้งหมด เพราะภายในร่างกายของเรายังมีส่วนบกพร่องที่ยังแฝงตัวอยู่        การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแลตนเองจาก ‘การรักษา’ มาเป็น ‘การป้องกันและฟื้นฟู’ คือจุดกำเนิดของศาสตร์แห่งการฟื้นฟูสุขภาพ หรือ Regenerative Medicine คำว่า Regenerative ตรงกันข้ามกับคำว่า Degenerative ที่หมายถึงความเสื่อมและถดถอยของร่างกาย ความชราเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนหลีกหนีไม่ได้ แต่ด้วยวิทยาศาสตร์การแพทย์ในปัจจุบันที่พัฒนาไปไกลกว่าเดิมมาก ทั้งนวัตกรรมในการผลิตเซลล์ต้นกำเนิด (Stem cell) และโคลนนิ่งสิ่งมีชีวิต เราจึงมีวิธีที่จะช่วย ‘ชะลอ’ ความเสื่อมของร่างกายและในขณะเดียวกันก็เร่งการ ‘ฟื้นฟู’ ให้ร่างกายกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกครั้ง        Regenerative Medicine คือศาสตร์ทางการแพทย์ที่ใช้ป้องกันและฟื้นฟูร่างกายให้ดูดีจากภายในสู่ภายนอกแบบองค์รวม โดยจะมีการเช็คอัพร่างกายด้วยวิธีตรวจเลือด น้ำลายและปัสสาวะ คือตรวจเจาะลึกลงไปในระดับชีวโมเลกุล เพื่อดูว่าร่างกายมีความไม่สมดุลในเรื่องใดบ้าง (ความละเอียดระดับนาโน)        เมื่อตรวจพบต้นตอของปัญหานั้นแล้ว แทนที่จะใช้ยาเป็นตัวรักษา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญก็จะช่วยปรุงวิตามินอาหารเสริมแบบเฉพาะบุคคล (Customized supplements) ซึ่งล้วนเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ เพื่อเข้าไปช่วยฟื้นฟูร่างกาย และทำให้ร่างกายแข็งแรงและอ่อนวัยมากยิ่งขึ้น        ข้อดีของศาสตร์การแพทย์ด้านนี้ คือ นอกจากเป็นการดูแลแบบองค์รวมให้ร่างกายดูดีจากภายในสู่ภายนอกแล้ว ยังเป็นตรวจเพื่อดูถึงต้นเหตุที่ทำให้เกิดภาวะบกพร่องต่างๆ ไม่ว่าจะจากกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อม การใช้ชีวิตประจำวัน ความเครียด การนอน และ การรับประทาน อาหารในแต่ละวัน        การรักษาในปัจจุบัน หากมีอาการเจ็บป่วย 10 อาการ เราอาจจะต้องไปปรึกษาแพทย์ถึง 10 แผนกด้วยกัน แต่ด้วยศาสตร์แห่งการชะลอวัย และฟื้นฟูสุขภาพ ที่จะเจาะลึกลงไปดูที่ต้นเหตุ และดูแลคนไข้แต่ละคนแบบองค์รวม (Holistic approach) เมื่อเราช่วยให้ปัญหาหลักคลี่คลายลงแล้ว อาการอื่นๆ ก็จะทุเลาลงไปเอง โดยที่ไม่ต้องรับประทานยาเพิ่ม        ด้วยจุดเด่นข้างต้นนี้เอง จึงไม่น่าแปลกที่ กระแสของ Anti-Aging and Regenerative medicine จะได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และมีการขยายวงกว้างไปในอีกหลายประเทศ จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ไปสู่ประเทศต่างๆในแถบยุโรปและสหรัฐอเมริกา ในประเทศสหรัฐอเมริกามีการพัฒนาด้าน Anti-Aging and Regenerative medicine อย่างต่อเนื่องจนปัจจุบันกลายเป็นผู้นำของศาสตร์การแพทย์ด้านนี้ Credit: Health Brings Wealth Magazine Issue: 8
อ่านบทความ
ถอดรหัสพรสวรรค์ผ่านรหัสพันธุกรรม   อัจฉริยภาพและความสามารถพิเศษในด้านต่าง ๆ ของคน บางครั้งก็ไม่ได้ฉายแววออกมาให้ทราบได้เอง บางคนกว่าจะค้นพบศักยภาพและความสามารถของตัวเอง ก็อาจพลาดโอกาสสำคัญในชีวิตไปแล้ว พ่อแม่ผู้ปกครอง มีส่วนสำคัญในการช่วยค้นหาศักยภาพแฝงเหล่านั้นได้และใช้ประกอบการวางแผน ร่วมกับ บุตรหลานท่าน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาบุตรหลานได้ตรงจุด และมีความสุขอย่างสมวัย ครั้งแรกในประเทศไทย! กับนวัตกรรมการตรวจดีเอ็นเอ เพื่อค้นหาพรสวรรค์ในตัวเด็กที่แม่นยำและรวดเร็วที่สุด ด้วยชุดตรวจ GenomeME Genius Passport ซึ่งเป็นการนำเทคโนโลยีไบโอชิพ (Bio-Chip) มาใช้ในการตรวจยีนเกี่ยวข้องกับพรสวรรค์ทั้ง 11 ด้าน เพื่อค้นหาศักยภาพแฝงหรือความได้เปรียบที่ซ่อนอยู่ เพื่อใช้เป็นแนวทางในการวางแผนพัฒนาบุตรหลานท่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตรงจุด และมีความสุขสมวัย   ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ช่วยในการตรวจวิเคราะห์ยีนพรสวรรค์ของบุคคล สามารถตรวจสอบทักษะที่โดดเด่นของบุคคลนั้นๆ ซึ่งประกอบไปด้วย สามาธิ กล้ามเนื้อ ความคิด ความจำ อารมณ์ IQ คณิตศาสตร์ ภาษา ดนตรี ศิลปะ ผู้ปกครองสามารถนำผลการตรวจวิเคราะห์มาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริม ในการเสริมสร้างพัฒนาการส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ของลูกน้อย ได้อย่างมีประสิทธิภาพและความสุข   อัจฉริยะสร้างได้! คุณรู้หรือไม่ว่า ลูกคุณมีพรสวรรค์อะไรซ่อนอยู่? รหัสลับ บนดีเอ็นเอ บอกคุณได้...   ถอดรหัสพรสวรรค์ ผ่านรหัสพันธุกรรม 11 ยีน 1.สมาธิ 2.สติปัญญา 3.ภาษา 4.ดนตรี 5.ความจำ 6.กีฬา 7.การเรียยนรู้ 8.การริเริ่มสร้างสรรค์ 9.การคำนวณ 10.การควบคุมอารมณ์ 11.การควบคุมตนเอง   ขั้นตอนการให้บริการ 1.บริการให้คำแนะนำและปรึกษาโดยเจ้าหน้าที่ผู้ชำนาญการ 2.เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอ โดยสามารถเก็บโดยเจ้าหน้าที่หรือสามารถปฏิบัติได้โดยตนเอง จากกระพุ้งแก้มโดยถูขึ้นลง ข้างละประมาณ 45 วินาที ทำซ้ำกันสองข้าง 3.นำก้านตัวอย่างดีเอ็นเอ ใส่ในหลอดเก็บตัวอย่างและหักด้ามจับออกตามรอย 4.ส่งตัวอย่างดีเอ็นเอกลับมาที่ห้องปฏิบัติการเพื่อทำการตรวจวิเคราะห์ด้วยห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ที่มีคุณภาพ 5.ทางบริษัทส่งผลรายงานกลับเพื่อชี้แจงผลการตรวจสอบ ดีเอ็นเอ อย่างเป็นระบบ 6.บริการหลังการขาย ด้วยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการ ที่พร้อมให้คำแนะนำและแนวทางในการพัฒนาในขั้นตอนต่อไป
อ่านบทความ
รู้ก่อนเกิด หาก่อนเจอ “ตับเสื่อม” ตับ   เป็นอวัยวะที่มีความสำคัญต่อคนเราอย่างมาก  เพราะมีหน้าที่ในการช่วยกำจัดของเสีย รวมถึงสารอนุมูลอิสระ ทั้งจากสารพิษและมลพิษต่างๆ ออกจากร่างกาย แต่หากเมื่อใดที่ตับไม่สามารถจะทำงานได้เป็นปกติ ก็อาจส่งผลให้การกรองของเสียไม่ดีตามไปด้วย เกิดการตกค้างของสารพิษภายในร่างกาย เป็นเหตุให้เจ็บป่วยไม่สบายเพราะโรคต่างๆ ทั้งนี้การที่สุขภาพของตับจะเสื่อมถอยลง ไม่ได้เกิดจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือ การมีโภชนาการไม่ดีไม่ได้เป็นสาเหตุของโรคตับเสมอไป ถ้าเป็นโรคตับเรื้อรังจะส่งผลให้ร่างกายมีสภาวะโภชนาการเลวลง ในทางตรงกันข้าม โภชนาการที่ดีจะช่วยให้ตับสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรงเพิ่มขึ้นได้เท่านั้น เพราะพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคนเราตั้งแต่ตื่นนอนจนเข้านอนล้วนสามารถจะส่งผลเสียต่อตับเช่นกัน โรคตับ สามารถเกิดได้กับทุกเพศ และทุกวัย และไม่มีอาการเจ็บปวด เพราะตับไม่มีเส้นประสาท ไม่ว่าจะจะเกิดปัญหามากอย่างไรก็ไม่รู้สึกเจ็บ จึงเป็นสาเหตุให้ถูกมองข้ามไป อาจจะสังเกตด้วยตัวเองคือ รู้สึกอ่อนเพลีย กระสับกระส่าย เครียด หงุดหงิด วิตกกังวล ตาแห้งหรือตาแข็ง การมองเห็นถดถอยลง ผมมัน หน้ามัน ถ่ายเหลว มีกลิ่นเหม็นคาว เหนียว กดชำระล้างยาก ท้องอืด เรอ ระบบย่อยอาหารไม่ดี ช่วงเอวมีชั้นไขมันเพิ่มขึ้น เวลานอนหลับนำลายไหล กรน มีกลิ่นปาก ปากแห้งขม มีกลิ่นตัว ปวดศีรษะ วิงเวียน ไร้เรี่ยวแรง ใจลอย หน้าซีด ไม่มีเลือดฝาด โหนกแก้มอาจมีฝ้า ปวดขา ปวดบ่า ปวดหลัง ชาตามแขนขา อารมณ์แปรปรวน โมโหร้าย ซึมเศร้า เบื่อหน่าย รู้สึกเหนื่อย ขี้เกียจแม้แต่จะพูด ขี้หลงขี้ลืม ท้องน้อยขยาย มีแก๊สในท้อง ตัวบวม เลือดออกตามไรฟัน แผลมักเป็นหนอง นอนไม่ค่อยหลับ หลับไม่สนิท ฝันบ่อย หน้าอก แผ่นหลังมีไฝแดง เล็บมีรอยเส้นชัดเจน เต้านมขยาย ปวดประจำเดือน มือเท้าเย็น สำหรับในผู้หญิงที่เป็น โรคตับแข็ง อาจจะมีอาการประจำเดือนขาดหรือมาไม่สม่ำเสมอ มีหนวดขึ้น หรืออาจจะมีเสียงแหบแห้งคล้ายผู้ชาย สำหรับ ในผู้ชายอาจรู้สึกนมโตและเจ็บ อัณฑะฝ่อตัว บางคนอาจจะสังเกตเห็นฝ่ามือแดงผิดปกติ หรือมีจุดแดงที่หน้าอกหรือหน้าท้อง เป็นต้น     ในระยะเริ่มแรกอาจจะไม่แสดงอาการ แต่ต่อๆ ไปตับจะทำงานน้อยลง เนื่องจากเนื้อเยื่อดีๆ มีปริมาณลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการเบื่ออาหาร น้ำหนักลด คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ตัวเหลือง ตาเหลือง สีปัสสาวะสีเหมือนโค้ก บวม มีน้ำในช่องท้อง คันตามมือและเท้าหรือทั่วร่างกาย โลหิตจาง อาการจะรุนแรงขึ้นจนมีอาการทางสมองได้หากไม่ได้รับการรักษา   ต้นเหตุของตับป่วย ที่ทำให้เกิดโรค ไวรัส              ทำให้เกิดตับอักเสบชนิดเฉียบพลัน, ตับอักเสบชนิดร้ายแรง,  ตับอักเสบชนิดเรื้อรัง,  ตับแข็ง                              มะเร็งตับ ยาบางชนิด      ตับอักเสบ, ท่อน้ำดีในตับอุดตัน, หรืออาจเป็นทั้ง 2 ชนิดร่วมกัน แอลกอฮอล์      ไขมันในตับสูง,  ตับอักเสบ, ตับแข็ง, มะเร็งตับ   ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่นอกจากสามารถเพิ่มความเครียดให้กับร่างกายได้แล้ว ยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพตับด้วย ได้แก่ นอนดึกเกินไปและตื่นสายเกินไป ไม่ปัสสาวะตอนเช้า กินมากไป งดอาหารเช้า กินอาหารที่มีสารกันบูด สารถนอมอาหาร วัตถุที่เจือปนในอาหาร (Food Additive) สารแต่งกลิ่น สี รส และน้ำตาลเทียมมากไป บริโภคอาหารดิบบ่อยๆ ยกเว้นผัก ทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้น บริโภคน้ำมันชนิดไม่ดี ซึ่งมีไขมันอิ่มตัวหรือไขมันทรานส์สูง ใช้ยาเกินความจำเป็น ผลิตภัณฑ์ยาต่างๆ รวมทั้งยาคุมกำเนิด แอลกอฮอล์ กาเฟอีน บุหรี่ หรือ ยาเส้น       แนวทางการรักษาโรคตับ คือ การรักษาสาเหตุ ร่วมกับการรักษาประคับประคองตามอาการ การรักษาสาเหตุ เช่น การให้ยาปฏิชีวนะเมื่อโรคตับเกิดจากติดเชื้อแบคทีเรีย การผ่าตัดเมื่อมีเนื้องอกในตับ การเลิกสุรา หรือการหยุดยา เมื่อโรคตับเกิดจากสุรา หรือ จากยา เป็นต้น นอกจากนั้นเมื่อตับสูญเสียการทำงานจนเกิด ภาวะตับวายเรื้อรัง การรักษาคือ การผ่าตัดเปลี่ยนตับ (Liver transplantation) การรักษาประคับประคองตามอาการ เช่น การให้ยาแก้ปวด หรือ ยาบรรเทาอาการคลื่น ไส้ อาเจียน ตามอาการ การทำผ่าตัดใส่ท่อระบายน้ำดีเมื่อมีตัว ตาเหลืองมากจากมีการอุดตันของทางเดินน้ำดีในตับ และการให้สารน้ำและอาหารทางหลอดเลือดดำเมื่อกิน ดื่ม ได้น้อย เป็นต้น   ความรุนแรงของโรคตับขึ้นกับสาเหตุ เช่น เมื่อเกิดจากผลข้างเคียงของยา เมื่อหยุดยา เซลล์ตับมักกลับเป็นปกติ แต่ความรุนแรงจะสูงขึ้น เมื่อเกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี หรือ ไวรัสตับอักเสบ ซี หรือความรุนแรงจะสูงสุด เมื่อสาเหตุเกิดจากโรคมะเร็งตับ หรือมีโรคมะเร็งของอวัยวะอื่นๆแพร่ กระจายมาสู่ตับ ส่วนผลข้างเคียง/ภาวะแทรกซ้อนจากการมีโรคตับ คือ ภาวะตัวตาเหลือง (โรคดีซ่าน) การมีน้ำในช่องท้อง และภาวะตับวายซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้   การดูแลตนเอง คือ ปฏิบัติตามแพทย์ พยาบาลแนะนำ กินยาต่างๆที่แพทย์แนะนำให้ถูกต้อง ครบถ้วน ไม่ขาดยา เลิกดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กินยาเฉพาะที่แพทย์สั่ง ไม่ซื้อยากินเอง พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดให้ได้อย่างน้อยวันละ 6-8 แก้วเพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากการอาเจียน กินอาหารมีประโยชน์ 5 หมู่ให้ครบถ้วนในทุกวัน ควรปรึกษาแพทย์ พยาบาลในเรื่องอาหาร เพื่อการบริโภคได้อย่างเหมาะสม เพราะจะแตกต่างกันในผู้ป่วยแต่ละคน ทั้งนี้ขึ้นกับประสิทธิภาพการทำงานของตับของผู้ป่วยแต่ละคน (อาหารในผู้ ป่วยโรคตับ) เคลื่อนไหวร่างกาย ออกกำลังกายสม่ำเสมอตามควรกับสุขภาพ พบแพทย์ตามนัดเสมอ รีบพบแพทย์ก่อนนัด เมื่ออาการต่างๆเลวลง หรือมีอาการผิดไปจากเดิม หรือเมื่อกังวลในอาการ การป้องกันโรคตับสามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะดังกล่าวแล้วในหัวข้อสาเหตุ /ปัจจัยเสี่ยงว่า สาเหตุสำคัญของโรคตับ คือ จากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ ดังนั้นการป้องกันที่ประสิทธิภาพที่สุด คือ การไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือถ้าดื่มก็ต้องจำกัด เป็นครั้งคราวในปริมาณไม่มาก สมาคมโรคมะเร็งแห่งสหรัฐอเมริกา (ACS,American Cancer Society) แนะนำ จำกัดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทุกชนิด โดยในแต่ละวัน ผู้ชายไม่ควรดื่มเบียร์เกิน 350 มิลลิลิตร (มล.) ไวน์ไม่เกิน 150 มล. และสุรา ไม่เกิน 50 มล. ในผู้หญิงลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของผู้ชาย เพราะมีรูปร่างและน้ำหนักตัวน้อยกว่าผู้ชาย รวมทั้งสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐอเมริกา (AHA,American Heart Association) ก็แนะนำการจำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เช่นกัน การรักษาสุขอนามัยพื้นฐาน (สุขบัญญัติแห่งชาติ) เพื่อลดโอกาสติดเชื้อ ซึ่งรวมถึงการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบทุกชนิดด้วย นอกจากนั้น ยังอาจป้องกันโรคตับได้จากการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ การไม่กินเห็ดหรือสมุนไพรต่างๆที่ไม่รู้จัก การไม่ใช้สารเสพติด การป้องกัน ควบคุมและรักษาโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำ คัญ ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง   นอกจากนั้น ยังอาจป้องกันโรคตับได้จากการฉีดวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี และการหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ เช่น การไม่ใช้ยาพร่ำเพรื่อ การไม่กินเห็ดหรือสมุนไพรต่างๆที่ไม่รู้จัก การไม่ใช้สารเสพติด การป้องกัน ควบคุมและรักษาโรคต่างๆที่เป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ ได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคไขมันในเลือดสูง             และทุกวันนี้ เราสามารถหาภาวะความเสี่ยงต่อโรคตับเสื่อมได้โดยง่าย เพียงแค่ใช้เวลาไม่นาน ก็จะทราบว่า คุณมีภาวะความเสี่ยงต่อโรคนี้หรือไม่  และถ้ามีควรจะวางแผนการรักษาอย่างไร และถ้าไมมีโรค ควรจะทำอย่างไร ให้ห่างไกลมาก ขึ้น   หากต้องการ  รู้ก่อนเกิด หาก่อนเจอโรคตับเสื่อม    สามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษาได้ที  จงสวัสดิคลินิก ตรงข้ามธนาคารกสิกรไทย สาขา ช่องเข้า มอ. หาดใหญ่ โทร  081-542-9685
อ่านบทความ




J Biohealth, Bioactive Peptide อาหารเสริม และนวัตกรรมทางสุขภาพที่เหมาะสมกับท่านที่สุดในเวลานี้

ติดต่อเรา
Tel: 088 830 1890
Tel: 081 542 9685
Tel: 089 291 4443
Email: JongsawadiClinic@gmail.com